เลือกชุด Motor ไฟฟ้าให้เหมาะกับคุณ

250W - 3000W

วิธีการเลือกซื้อชุดจักรยานไฟฟ้าให้เหมาะสมกับคุณ

มอเตอร์จักรยานไฟฟ้า เลือกให้ดี ทีเดียวจบ

      หัวใจหลักของระบบการขับเคลื่อนระบบของจักรยานไฟฟ้าคือฮับมอเตอร์ (HUB Motor) หรือมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ขับเคลื่อนแกนล้อนั้นเอง หลายๆคนอาจจะคุ้นอีกชื่อหนึ่งว่าเป็นระบบไดเร็กไดฟ์ (Direct Drive) ซึ่งจะเป็นตัวผลักให้จักรยานของเราพุ่งไปข้างหน้านั้นเอง  แต่คุณทราบหรือไม่ว่าตัว HUB Motor ของจักรยานไฟฟ้าแต่ละยี่ห้ออาจจะดูเหมือนกันแต่จริงๆแล้วมันมีความต่างกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุภายในมอเตอร์ หรือว่า การจัดวางของสายไฟที่อยู่ในมอเตอร์ ซึ่งมันจะส่งผลกระทบต่อความคงทน และความปลอดภัยในการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง

      Bangkok E-bike เข้าใจถึงความต้องการในการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้เดินทางโดยใช้จักรยานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเพื่อความสนุก เพื่อสุขภาพ หรือเพื่อใช้จักรยานไฟฟ้าไปทำธุระ ไปทำงาน ไปจ่ายตลาด ในแต่ละเหตุผลของคุณเราจะต้องมั่นใจว่าเราให้สิ่งที่ดีที่สุดไปสำหรับคุณพร้อมกับการบริการที่มีมาตราฐานและแน่นอนสำหรับลูกค้า ในการนำจักรยานของคุณมาติดตั้งระบบไฟฟ้ากับเรา

1. เลือกกำลังมอเตอร์ให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ

      สำหรับข้อนี้น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพิจรณาว่าจะเลือกมอเตอร์ขนาดไหนดี Bangkok E-Bike เรามีมอเตอร์ขนาดเล็กสุดคือ 250W และใหญ่สุด 1,500W เพื่อตอบสนองความต้องการด้านความเร็วของคุณ หากคุณต้องการอัตราการเร่งที่ดี, มอเตอร์ใหญ่กว่าก็จะได้เปรียบ และหากคุณจะต้องการความเร็วสูงสุดที่สูง มอเตอร์ใหญ่กว่าก็สามารถที่จะทำได้เร็วกกว่า โดยคร่าวๆคือ

มอเตอร์ไฟฟ้า 250W 36V : ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 25-30km/h

มอเตอร์ไฟฟ้า 500W 48V : ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 30-40km/h

มอเตอร์ไฟฟ้า 1000W 48V : ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 35-55km/h

มอเตอร์ไฟฟ้า 1500W 48V : ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 45-65km/h+

มอเตอร์ไฟฟ้า 3000W 48V : ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 100km/h+

      ซึ่งคุณจะเห็นได้ว่ากำลังมอเตอร์ที่สูงยิ่งทำความเร็วได้ดีกว่าและเร่งขึ้นไวกว่ามาก หากคุณใช้งานเพียงเฉพาะภายในซอย หรือภายในสถานที่เช่น บริษัท, ห้างร้าน, หน่วยงาน และตามซอกซอย ความเร็วสูงสุดอาจจะไม่สำคัญเพราะฉะนั้น 250W อาจจะเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว  แต่หากคุณจะต้องใช้ออกถนน เดินทาง หรือไปทำงาน มอเตอร์ที่มีกำลังสูง จะให้ความมั่นใจในการเร่งแซง หลบหลีก และทะยานพุ่งไปข้างหน้าได้ดีกว่า  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความเร็วสูงสุดที่จะได้นั้นจะขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของรถ และน้ำหนักภาระของรถจักรยานของแต่ละคันด้วย หากโครงสร้างจักรยานของคุณดีและภาระน้ำหนักไม่เยอะ คุณจะยิ่งสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ดีกว่า

2. เลือกว่าจะใช้ระบบขับหน้า หรือขับหลัง

      คุณสามารถที่จะเลือกความต้องการในการติดตั้งระบบมอเตอร์ได้ว่าจะต้องการให้ติดตั้งระบบ HUB Motor กับล้อหน้าหรือกับล้อหลังของรถจักรยานของคุณโดยข้อดีข้อเสียจะแตกต่างกันดังนี้

ข้อดีการเลือกติดตั้งระบบ HUB Motor ในล้อหน้า

+ ติดตั้งได้ง่ายเพราะไม่มีระบบเกียร์เข้ามาเกี่ยวข้อง

+ ทำให้ใช้ร่วมกับระบบเบรคไฟฟ้าได้ดีกว่า (เพราะตอนเบรคน้ำหนักจะทุ่มไปข้างหน้า)

+ การเดินสายไฟไปยังระบบควบคุม LCD/Controller/Battery จะทำได้สวยงามกว่าและไม่รกสายตา (เพราะใกล้กันมากกว่า)

+ การเสียการทรงตัว มีโอกาศน้อยกว่าขับหลัง (หากมอเตอร์ยิ่งแรง การขับหลังยิ่งอันตรายต่อการปัดในทางโค้ง, ติดล้อหน้าอาจจะปลอดภัยกว่า*) แต่ไม่ได้แปลว่าติดล้อหลังจะเป็นอันตรายนะครับ ไม่เสมอไปเพราะขึ้นอยู่กับทักษะการขับขี่ สภาพรถ และการบังคับรถของผู้ขับ

ข้อดีการเลือกติดตั้งระบบ HUB Motor ในล้อหลัง

+ ระบบการบังคับรถอาจจะทำได้ง่ายกว่า (เพราะน้ำหนักมอเตอร์อยู่ล้อหลังไม่ใช่ล้อหน้า)

+ หากคุณใช้รถขึ้นทางลาดชัน ขึ้นเขา ขึ้นเนินบ่อย เราแนะนำให้ใช้ขับหลังเพราะน้ำหนักล้อหลังจะช่วยคุณปีนได้ดีกว่า

         นี้คือแค่บางตัวอย่างสำหรับข้อดีข้อเสียของการเลือกติดตั้งล้อหน้าหรือล้อหลัง ทั้งนี้ลูกค้าจะต้องเป็นคนตัดสินใจว่าการใช้งานของคุณนั้นเป็นแบบไหนแต่เราอยากจะแนะนำให้ติดตั้งด้วยระบบขับหน้ามากกว่า เพราะว่าการเดินระบบนั้นง่ายกว่าทั้งตอนติดตั้งและการซ่อมบำรุง แต่หากลูกค้าอยากจะได้ระบบขับหลัง เราก็จัดให้ได้ครับ!

มอเตอร์ไฟฟ้ารับประกัน 6 เดือน

เรามั่นใจว่าเราให้ของที่ดีที่สุดกับคุณไป

รูปซ้ายบน : ข้อต่อของมอเตอร์ BKK E-Bike กันน้ำทุกจุด 

ด้วยการอุดซิลิโคนทนความร้อนด้านในมอเตอร์

รูปซ้ายล่าง : แกนหมุนนั้นเราใช้จารบีคุณภาพสูง ก่อนการประกอปชุดมอเตอร์ให้กับลูกค้า

รูปขวาบน : โครงสร้างทองแดง แม่เหล็ก และพลาสติกสเปเซอร์คุณภาพสูง คงทน แข็งแรง และปลอดภัยกว่า

รูปซ้ายล่าง : ชุดปลอกหุ้มสายไฟภายในเพื่อป้องกันการเสียดสี และเพื่มความคงทนยาวนานของมอเตอร์

3. อยากจะไปได้ไกลแค่ไหน? เลือกมอเตอร์และแบตเตอรี่ให้เหมาะสมกัน

      ระยะทางนั้นสำคัญกับคุณไหม? หากคุณเดินทางเพียงวันล่ะ 5-10 กิโล ไป-กลับ แบตเตอรี่ก้อนเล็กๆเบาๆก็สามารถที่จะตอบสนองการเดินทางของคุณได้ (เฉพาะการขี่ด้วย Battery ไฟฟ้าอย่างเดียวไม่ปั่น) แต่หากคุณเดินทางวันหนึ่งหลายสิบกิโลเมตร แบตเตอรี่ความจุเยอะก็อาจจะจำเป็นสำหรับคุณ เพราะฉะนั้นคุณจะต้องถามตัวเองว่าคุณจะต้องใช้ Battery มีความจุเท่าไร เราเรียกหน่วยความจุกระแสไฟว่า แอมป์อาวว์ (ตัวย่อ Ah) หรือหมายความว่า Battery ก่อนนี้สามารถจะปล่อยกระแสได้กี่แอมป์ภายในหนึ่งชั่วโมง, โดยแอมป์ยิ่งเยอะ แปลว่าความจุเยอะ ยิ่งมีไฟอยู่ในแบตเตอรี่เยอะ ยิ่งไปได้ไกลกว่า โดยตอนนี้ Battery ของ BKK E-Bike จะมีความจุอยู่ที่ 4.5Ah, 7.5Ah, 11Ah และ 16Ah ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า

ปัจจัยที่จะต้องคำนึงในการเลือกซื้อขนาดความจุของ Battery

+ หากคุณเดินทางไกลกว่า 10 กิโลเมตร ภายใน 1 การชารต์ คุณจะต้องซื้อ Battery ใหญ่กว่า 4.5Ah

+ หากคุณเร่งบ่อย และเบรคบ่อย (ขับขี่ในเมือง) ระยะทางของคุณจะลดลง มากกว่าการขับขี่ที่ความเร็วคงที่

+ หากรถของคุณมีแรงฝืดจากล้อ จากลูกปืน จากน้ำหนักของรถ ระยะทางของคุณก็จะลดลง (กินไฟจาก Battery มากขึ้น)

+ หากคุณใช้ความเร็วอยู่ตลอดเวลา เราแนะนำให้คุณเลือกแบตเตอรี่ที่มีความจุสูงที่สุดที่จะเป็นไปได้ 

ตัวอย่างของระยะทางของ Battery กับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 1,000W

** จากการทดสอบในเมือง, รถจักรยานระดับเริ่มต้น, ล้อ 26", น้ำหนักคนขับ 64 กิโลกรัม, ใช้ระบบไฟฟ้าอย่างเดียวไม่ได้ช่วยปั่น, ความเร็วเฉลี่ยที่ 35km/h

+ Battery Li-ion 7.5 Ah = วิ่งได้ระยะทาง 22 กิโลเมตร

+ Battery Li-ion 12.5 Ah = วิ่งได้ระยะทาง 31 กิโลเมตร

+ Battery Li-ion 15Ah = วิ่งได้ระยะทาง 44 กิโลเมตร

         หากคุณจะต้องเดินทางไกลๆ คุณสามารถพกพา Battery จำนวนมากกว่า 1 ก้อนติดตัวไปด้วยก็ได้และเปลี่ยนสลับเมื่อไฟหมด เมื่อคุณถึงจุดหมายคุณสามารถทำการชารต์ไฟฟ้าด้วยระยะเวลา 3-8 ชั่วโมง (แล้วแต่ความจุของ Ah Battery) คุณก็สามารถที่จะได้ Battery ที่เต็มเปี่ยมและพร้อมที่จะขับขี่ในขากลับแล้ว

1/1

Battery Li-ion คุณภาพสูงของ BKK E-Bike

รับประกันการใช้งาน 6 เดือน

กดเพื่มเพื่อนกับเราเพื่อที่จะสอบถามข้อมูลและคลายข้อสงสัยต่างๆที่คุณมีด้วย LINE@ ของเรา

4. เลือกขนาดของล้อ, style ของรถจักรยาน และตรวจเช็คสภาพความพร้อมของรถคุณ

      E-bike โดยเฉลี่ยแล้วมีความเร็วถึง 30 km/h เพราะฉะนั้นแล้วความสำคัญของอุปกรณ์ต่างๆของรถคุณโดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวกับระบบเบรคนั้นคุณควรจะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ, พื้นฐานและโครงสร้างของรถก็เช่นเดียวกัน สำหรับล้อที่เรามีให้เลือกนั้นตั้งแต่ไซส์ 16"-27.5" และ 700C ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะต้องการเอาไปใช้กับรถลักษณะไหน 

ชุด E-bike ของ Bangkok E-bike ทำความเร็วได้สูงถึง 70km/h ด้วยมอเตอร์ 1,500W

ตรวจความพร้อมของจักรยานคุณก่อนติดตั้งระบบ

FREE E-Bike Test Drive, by Bangkok E-bike

เลือกโครงสร้างจักรยานที่เหมาะสมกับคุณ ลักษณะการใช้งานของคุณ หากคุณเลือกไม่ถูกว่าจะใช้จักรยานไฟฟ้าแบบ 16", 20", 24", 26", 27.5 หรือ 700C คุณสามารถเข้ามาทดลองขับว่าคุณมันใจกับจักรยานขนาดไหน และ style ไหน และกำลังมอเตอร์ไฟฟ้ากี่วัตต์

ฺที่ตั้ง : Bangkok E-Bike

บริษัท International Connected Trade Co., LTD

ซ.วิภาวดี 56 ถ.วิภาวดี-รังสิต หลักสี่ กทม 

Google MAP -->  https://goo.gl/maps/r3djBMfkaNk

ชุดมอเตอร์ไฟฟ้าของเรามาพร้อมกับอุปกรณ์ต่างๆที่จะทำให้รถของคุณขับขี่ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบมอเตอร์ไฟฟ้า Hub Motor

  • กล่อง Controller คุณภาพสูง สำหรับการควบคุมระบบไฟ

  • หน้าจอ LED หรือหน้าจอ LCD เพื่อเอาไว้ดูสถานะของ Battery, แรงดันไฟ, ระยะทาง, ความเร็ว ฯลฯ

  • ชุดระบบเบรคไฟฟ้า

  • ชุดสายไฟและตัวยึดเพื่อการติดตั้ง

  • ระบบ PAS (Paddle Assistance Sensor) ช่วยปั่นทดแรงไฟฟ้าให้คุณ

  • คู่มือการติดตั้ง

 

         ในกรณีที่ลูกค้านั้นอยากจะให้เราติดตั้งชุดไฟฟ้าบนรถจักรยานคุณ Bangkok E-bike สามารถติดตั้งชุดมอเตอร์ไฟฟ้าและ Battery ให้กับรถจักรยานคุณพร้อมการเก็บสายไฟให้อย่างมืออาชีพ โดยใช้เวลา 1-2 วันในการติดตั้ง (ขึ้นอยู่กับคิวงาน) โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่เพียงแค่ 1,500 บาท/คัน --> รายละเอียดเพื่มเติมอ่านที่หน้านี้

Bangkok E-bike บริการติดตั้งและรับ-ส่งจักรยานไฟฟ้าทุกชนิดถึงที่บ้านและที่ทำงานของคุณ โทร หรือ Line มาสอบถามเราเพื่มเติม

ปรึกษาเราเรื่อง E-bike

ราคาในการติดตั้ง และชุดที่เหมาะสมสำหรับคุณ

ผู้จัดการ Bangkok E-bike สำนักงานใหญ่

© 2017  by International Connected Trade CO., LTD